thaiforexschool.com



หน้า: [1]
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ข้อดีและข้อเสียของ European Union (EU)  (อ่าน 3719 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เกรียนโคตร
นักศึกษามหาลัย ปี 1 Trader
******

โหวต +7/-0
กระทู้: 981


Technical support specialist

รู้จักตัดขาดทุน ยิ่งกว่าการทำกำไรคือการรักษาทุน
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: มิถุนายน 26, 2011, 11:49:49 AM »

   
   
   
   

   
   ถ้าคุณลองขับรถเป็นระยะทาง5,000กิโลเมตร จากนิวยอร์กไปยัง ซาน ฟรานซิสโก คุณจะพบว่า คุณไม่ต้องเปลี่ยนสกุลเงินเลยแม้แต่ครั้งเดียว
   
   ในรัฐทั้งหมด50รัฐของสหรัฐอเมริกา ทุกๆคนยินดีที่จะรับเงินดอลล่าร์เมื่อต้องทำการซื้อขายสินค้าต่างๆ ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพก็คือว่า อัตราการแลกเปลี่ยนระหว่างนิวยอร์ก ดอลล่าร์ และซาน ฟรานซิสโก ดอลล่าร์ ถูกกำหนดไว้ให้มีมูลค่าเท่ากัน คือเท่ากับยูเอส ดอลล่าร์
   
   อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณลองเดินทางเป็นระยะทาง5,000กิโลทั่วทวีปยุโรปในช่วงปี1990s คุณจะพบว่าคุณจะต้องคอยเปลี่ยนเงินสกุลเงินอยู่บ่อยๆ โดยจะต้องเปลี่ยนจากเงินฟรังส์ของฝรั่งเศส เป็นมาร์คของเยอรมัน เป็นกิลเดอร์ ของเนเธอร์แลนด์ เพเซตาของสเปน และไลร่าของอิตาลี
   
   การที่ทวีปยุโรปมีสกุลเงินจำนวนมาก ทำให้การท่องเที่ยว และการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศนั้นค่อนข้างจะยากลำบาก เพราะนอกจากความไม่สะดวกที่จะต้องคอยเข้าคิวเพื่อเปลี่ยนสกุลเงินแล้ว คุณจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมทุกๆครั้งสำหรับการบริการดังกล่าว และถ้าเป็นการซื้อขายระหว่างประเทศ ผู้ซื้อและผู้ขายก็จะต้องแบกรับความเสี่ยงจากความผันผวนในค่าเงิน
   
   แต่ว่าสถานการณ์ทุกวันนี้ในยุโรปเปลี่ยนไป และคล้ายๆกับของสหรัฐมากขึ้น ประเทศในทวีปยุโรปหลายๆประเทศยอมทิ้งสกุลเงินของตนเองและจัดตั้งสหภาพทางการเงินและการปกครองขึ้น โดยใช้สกุลเงินร่วมกันที่ชื่อว่า ยูโร ซึ่งทำหน้าที่เหมือนยูเอส ดอลล่าร์ในสหรัฐอเมริกานั้นเอง



   เพราะฉะนั้น ในปัจจุบัน อัตราการแลกเปลี่ยนระหว่างค่าเงินในฝรั่งเศสและเยอรมัน ก็ถูกกำหนดให้มีค่าเท่ากัน เหมือนกับที่เกิดขึ้นในนิวยอร์กกับ ซาน ฟราซิสโก
   
   
      ถึงแม้การใช้สกุลเงินร่วมกันจะทำให้มีการท่องเที่ยว การซื้อขายระหว่างประเทศมากขึ้น ระบบนี้ก็มีข้อเสียอยู่หลายอย่าง ข้อเสียที่ส่งผลกระทบชัดเจนที่สุดคือ ประเทศต่างๆในEUจะไม่สามารถควบคุมนโยบายทางการเงินด้วยตัวเองได้อีกต่อไป ซึ่งEuropean Central Bankจะเป็นผู้เข้ามาทำหน้าที่เกี่ยวกับนโยบายทางการเงินแทน
   
       
   
      ด้วยความร่วมมือของประเทศสมาชิก ECBจะจัดตั้งนโยบายทางการเงินเพียงรูปแบบเดียว สำหรับประเทศสมาชิกทั่วยุโรป
   

      
      ผู้ไม่เห็นด้วยกับสหภาพทางการเงินกล่าววว่า ความเสียหายที่เกิดจาก การสูญเสียการควบคุมนโยบายทางการเงินของแต่ละประเทศ มีมูลค่าสูงมาก เพราะเมื่อมีวิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นกับประเทศใดประเทศหนึ่งในกลุ่มEU ประเทศนั้นจะไม่สามารถใช้นโยบายทางการเงิน เช่นการอัดชีดเงินเพื่อลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อต่อสู้กับสภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจด้วยตนเองได้
      
      การใช้สกุลเงินยูโรร่วมกัน ทำให้ประเทศผู้ยืมและประเทศผู้ให้ยืมไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเงินที่เปลี่ยนแปลง การปล่อยสินเชื่อจึงง่ายดายเหมือนกับการกู้ยืมกันระหว่างรัฐในอเมริกา ซึ่งสิ่งนีก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย

   

      
      ข้อดี คือ ความเสี่ยงต่อผู้ยืมและผู้ให้ยืมนั้นมีน้อยลง แต่ข้อเสียคือ การกู้ยืมที่ทำได้ง่ายขึ้นกระตุ้นให้ประเทศในกลุ่มPIIGSสร้างกองหนี้สาธารณะอันมหาศาลเกินกว่าประเทศของตนจะจ่ายคืนไหว
      
      ข้อเสียอย่างที่สามคือ ความแข็งและมั่นคงสกุลเงินของยูโรสะท้อนสภาพเศรษฐกิจของกลุ่มEUไม่ใช่ประเทศใดประเทศหนึ่งในกลุ่มEU เพราะฉะนั้น เวลามีประเทศใดประเทศหนึ่งในกลุ่มสมาชิกเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ ค่าเงินยูโรจะอ่อนลงเพียงเล็กน้อย เพราะความแข็งตัวของค่าเงินดังกล่าวยังมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆของกลุ่มEUมาหนุนอยู่
      
      ตัวอย่าง
      ในปี1997 ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งกำเนิดของวิกฤตเศรษฐกิจของเอเชียที่ชื่อว่าวิกฤตต้มยำกุ้ง นักลงทุนเกิดอาการหวาดกลัวพากันเทขายเงินบาท จนแบงค์ชาติรับซื้อเงินบาทไม่ไหวจึงตัดสินใจปล่อยให้เงินบาทลอยตัว จากที่เคยกำหนดไว้ว่า 1ดอลล่าร์ = 25บาท กลายเป็น 1ดอลล่าร์ = 50บาท ภายในไม่กี่วัน สรุปคือ หลังจากปล่อยเงินบาทลอยตัว ค่าเงินบาทสูญเสียมูลค่าไปสูงสุดถึง100% แล้วจึงค่อยๆปรับตัวลงมาอย่างช้าๆ ความอ่อนตัวของเงินบาท เป็นตัวกระตุ้นการส่งออกของไทย และทำให้เศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวใด้ค่อนข้างเร็ว
      
      ในช่วงปลายปี2009 คนเริ่มพูดถึงหนี้สาธารณะอันมหาศาลของกรีซและประเทศกลุ่มPIIGS ทำให้นักลงทุนทยอยกันขายยูโรกันมาเรื่อยๆ จากจุดที่แข็งตัวที่สุดของยูโรในปี2009มาถึงจุดที่อ่อนตัวที่สุดเมื่อวันที่19พฤษภาคม2010 ค่าเงินยูโรอ่อนตัวลงเพียง19%เมื่อเทียบกับดอลล่าร์สหรัฐ  ผลก็คือ กรีซไม่สามารถพึ่งการส่งออกให้ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจได้มากนัก
      
      ถ้ากรีซไม่ได้ใช้ยูโร และยังใช้สกุลเงินของตนเอง สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับกรีซก็จะคล้ายๆกับที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย คือค่าเงินอ่อนตัวลงอย่างมาก ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้การส่งออกดีขึ้นอย่างชัดเจน
      
      ข้อเสียสุดท้าย เกี่ยวกับการใช้ค่าเงินร่วมกันก็คือ ถึงแม้ยูโรจะอ่อนค่าลงขนาดไหนก็ตาม การส่งออกของกรีซก็อาจจะไม่ได้มากขึ้นเสมอไป เพราะการที่ยูโรอ่อนค่าลงนั้นหมายถึง สินค้าส่งออกของประเทศกลุ่มสมาชิกEUทุกๆประเทศมีราคาถูกลง ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศในEUอย่างเยอรมัน และฝรั่งเศสซึ่งผลิตสินค้าส่งออกที่มีคุณภาพมากกว่ากรีซ มีความสามารถในการแข่งขัน(competitive advantage)ในตลาดโลกเพิ่มขึ้นด้วย ผลก็คือ ยูโรที่อ่อนตัวลงอาจจะทำให้คนซื้อของจากเยอรมันและฝรั่งเศสเพิ่มขึ้น และไม่ได้ช่วยทำให้กรีซดีขึ้นเลย
      
      ข้อเสียที่กล่าวมาทั้งหมดของสหภาพทางการเงิน เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสาเหตุที่EUและIMFจำเป็นที่จะต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกรีซ ส่วนสาเหตุอื่นๆนั้นมาจากประเทศกลุ่มPIIGSเอง ซึ่งเกิดจากรัฐบาลที่ขาดความรับผิดชอบทางการเงิน และโครงสร้างนโยบายทางเศรษฐกิจที่ทำให้ประเทศเหล่านี้มีต้นทุนการผลิตสูง ส่งผลให้แข่งขันกับต่างชาติไม่ได้
      
      
      
      บทความนี้เกิดจากการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงบทความcase study ในบทที่12ของหนังสือMacroeconomics; N. Gregory Mankiw
      settalk.blogspot.com

       

   

      

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 26, 2011, 10:11:16 PM โดย เกรียนโคตร » บันทึกการเข้า

ถ้าคุณมองกราฟไม่ออก  อย่าเข้าซื้อ-ขายเด็ดขาด  ต้องมี SL ทุกครั้งที่ทำการซื้อขาย  ถอนตัวเมื่อยังรู้ว่าอยู่ในจุดที่ได้เปรียบ  โลภเมื่อมีโอกาศ  และ  ( ยิ่งกว่าการทำกำไรคือการรักษาต้นทุน )
หน้า: [1]
พิมพ์
 
กระโดดไป: