รูปแบบกราฟที่พบบ่อย

รูปแบบกราฟที่พบบ่อย
อ้างถึง
หากเทรดเดอร์คนไหนสามารถคาดการณ์ทิศทางการเคลื่อนที่ของกราฟล่วงหน้าได้ เทรดเดอร์คนนั้นก็จะมีความได้เปรียบในด้านการเทรด จะสามารถเทรดได้ทั้งระยะสั้น ระยะยาว และเก็บได้ทุกช่วงการเคลื่อนที่ของราคา รูปแบบกราฟเปรียบเสมือนแผนที่ ที่สามารถนำพาเราไปสู่เป้าหมายได้

Chart Pattern รูปแบบกราฟที่พบบ่อย



จากภาพๆนี้ แนวโน้มของราคาคือ  ขาลง

รูปภาพของรูปแบบกราฟที่ 1 - รูปแบบกราฟทั่วไป
รูปภาพของรูปแบบกราฟที่ 1 – รูปแบบกราฟทั่วไป
นิยามทั่วคือ ยอดสูงสุดใหม่ของราคาจะต่ำลงเรื่อย ๆ (Lower High ) และจุดต่ำสุดใหม่ของราคาก็จะต่ำลงเช่นกัน พูดง่ายๆคือ มันสร้าง Low ใหม่ที่ต่ำกว่า Low ก่อนหน้านั้น (Lower Low )

เจอแนวโน้มแบบนี้ Sell เลยมั้ย มาดูภาพกันครับ

 

รูปภาพของรูปแบบกราฟที่ 2 -ตัวอย่างของกราฟแนวโน้มขาลง
รูปภาพของรูปแบบกราฟที่ 2 -ตัวอย่างของกราฟแนวโน้มขาลง
จากตัวอย่างของแนวโน้มขาลง เมื่อเห็นกราฟสร้าวแนวโน้มขาลงที่ชัดเจนแบบนี้ ให้คาดการณ์ได้เลยว่า กราฟจะลงต่อ การเข้าเทรดเพื่อทำกำไร สามารถทำได้หลายวิธี

เข้าทุกสวิง หมายความว่า คุณเข้าทุกตำแหน่ง High และ Low  คุณจะทำแบบนี้ได้ คุณต้องเก่งเรื่องกราฟและมีความชำนาญในด้านการบริหารหน้าตัก (Money Management)  Buy at Low และ Sell at High
เข้าตามแนวโน้ม  หากเราเห็นราคาเป็นแนวโน้มขาลง ก็รอเข้าเฉพาะฝั่ง Sell
มองด้วยตาเปล่า เราอาจจะมองไม่ออก  หากคุณรู้จักเครื่องมือที่ชื่อ Trendline คุณก็จะสามารถสร้างช่องทางการวิ่งของราคา (Chanel) ได้ โดยลากเทียบระหว่างจุดสูงสุด และ Copy  ลงมาไว้ที่จุดต่ำสุดให้ขนานกัน คุณก็จะได้ช่องการวิ่งของราคา และมันจะเป๊ะมาก ถ้าราคาไม่มีความผันผวน ไม่มีข่าวมากระชาก ดังรูป



รูปภาพของรูปแบบกราฟที่ 3 -ตัวอย่างการเข้าออเดอร์จากกราฟขาลง
รูปภาพของรูปแบบกราฟที่ 3 -ตัวอย่างการเข้าออเดอร์จากกราฟขาลง
ในการเทรดจริงๆนั้น เราจะไม่เห็นภาพล่วงหน้าแบบนี้  ณ ช่วงเวลานั้นเราคงมองไม่ออก เราทำได้เพียงคาดเดาว่ามันจะต้องเป็นแบบนี้ และเข้าตาม จังหวะการเข้าออเดอร์ Buy ครั้งแรก คุณเองอาจจะเข้าไม่ทัน เพราะมันเกิดขึ้นเร็วมาก มีแท่งยาว Long  bullish Candlestick (หากคุณได้อ่านเรื่องแท่งเทียน)  แต่ถ้าคุณได้ตั้งเข้าออเดอร์ล่วงหน้าโดยใช้คำสั่ง Buy Limit ที่ตำแหน่งต่ำสุดก่อนหน้านั้น ออเดอร์ของคุณก็จะทำงานทันที  การเข้า Sell เมื่อราคาขึ้นไปถึงจุดสูงสุด หากยังลากเทรนไลน์ไม่เป็น ให้ดูบริเวณที่ใกล้เคียงกับจุดสูงสุดเก่าๆ พยายามมองราคาให้เป็น Zone จะช่วยให้คุณเทรดง่ายขึ้น หรืออีกกรณี คุณอาจจะรอสัญญาณยืนยันจากราคาแทนในตำแหน่งสูงสุดเพื่อที่จะทำการ Sell

ตำแหน่ง A : ในความเป็นจริงนั้น คุณอาจจะ BUY เมื่อราคาลงมาแตะเทรนไลน์ เมื่อราคาทะลุ คุณจึงทำการ Cut ทันที ไม่ถือว่าผิดครับ ถือว่าดีมากๆ แต่หากคุณจะรออีกนิดเพื่อดูพฤติกรรมของราคา ณ บริเวณโซนนี้ ให้ดูว่า ราคามีการดีดกลับ (Pullback) หรือป่าว หากราคามีการดีดกลับ ให้ถือออเดอร์ไว้ก่อน เมื่อราคาทะลุเส้นเทรนไลน์ขึ้นไป ก็ต้องวัดใจและปล่อยราคาไหลไปเรื่อยๆครับ

ตำแหน่ง B : ราคาได้ไหลลงมาจนมาแตะเส้นเทรนไลน์ด้านล่าง แล้วเด้งนิดหน่อย จากนั้นราคาได้ทะลุ ในความเป็นจริง เราจะ Buy เมื่อราคาแตะเส้น พอมันทะลุ เราจะต้อง CUT ทิ้งและ Sell ตาม นี่ก็เป็นวิธีที่ถูกต้องครับ แต่จำไว้เสมอนะครับ “หากราคามีการลงมาทดสอบที่จุดต่ำสุดมากกว่า 3 ครั้ง โอกาสที่มันจะลงต่อมีสูงมาก ถ้า Sell แล้วปล่อยไหลได้ ปล่อยเลยครับ แต่ถ้าเล่นเป็นรอบสวิง ก็กระโดดออกก่อน ”

ReTest : การย้อนกลับไปทดสอบจุดที่มันเคยทะลุมา โดยส่วนใหญ่ ราคาถ้าวิ่งตามกระแสของตลาด จะไม่ค่อยข้างวิ่งตามกฎเกณ์ครับ คือ   ทะลุแล้วกลับไปทดสอบแนวที่มันทะลุ  ให้ใช้หลักการนี้นะครับ ในการเข้าออเดอร์ รอราคาทดสอบ ถ้าทดสอบไม่ผ่านก็เข้าออเดอร์ ถ้าทดสอบแล้วผ่าน ก็ไหลตามราคา ณ ช่วงเวลานั้น

ช่วงนี้ตลาดส่วนใหญ่เป็นแนวโน้มขาลง รูปแบบกราฟที่พบบ่อยเป็นขาลงครับ ใช้หลักการเทรดเพียงเท่านี้ คุณก็สามารถมีกำไรจากการเทรดได้ครับ  อย่าตัดสินใจช้าครับ เด่วไม่ทัน เพราะกราฟมันวิ่งเร็ว จำไว้เสมอว่า ถูกทางก็ปล่อยไหล ผิดทางก็คัททิ้ง แล้วเข้าใหม่ แค่นั้นเอง  …. เรื่องง่ายๆ แต่ทำไมมันทำยากจัง

ผมหวังว่าบทความเรื่อง Chart Pattern รูปแบบกราฟที่พบบ่อยจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆเทรดเดอร์ทุกคนนะครับ คุณสามารถเอาไปประยุกต์กับระบบเทรดที่คุณใช้ได้เลย หากคุณคิดว่าบทความนี้ประโยชน์ แชร์และเก็บไว้ให้กับคนที่คุณรักนะครับ  แล้วพบกันใหม่โอกาสหน้านะครับ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เดือนที่ผ่านมา โดย admin »