ตลาดฟอเร็กซ์ (Foreign Exchange Market) คืออะไร

ตลาดฟอเร็กซ์คืออะไร
Forex ย่อมาจากคำว่า Foreign Exchange Market) หรือเรียกย่อๆ ว่า FX ซึ่งเป็นตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ โดยอ้างอิงจากสกุลเงินหนึ่ง เทียบกับ สกุลเงินหนึ่ง จนทำให้เกิดกับ "คู่เงิน" หรือที่เรียกกันว่า Currency Pair
 ยกตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกา ใช้สกุลเงินดอลล่าร์เป็นหลัก จะถูกแทนด้วยสัญลักษณ์  USD 
 และประเทศ ญี่ปุ่น ใช้สกุลเงินเยน เป็นหลัก จะถูกแทนด้วยสัญลักษณ์   JPY
ซึ่งถ้าหากคนญี่ปุ่นจะเดินทางไปสหรัฐ ต้องนำเงินเยนไปแลกเป็นดอลล่าห์สหรัฐ จึงทำให้มีการกำหนด อัตราแลกเปลี่ยน หรือที่เรียกกันว่า Exchange Rate
ซึ่งการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนของเงินเยนและดอลล่าร์สหรัฐ จะถูกกำหนดหรือแปรผันตาม เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ซึ่งนอกเหนือจากนี้ ยังมีเรื่อง การเมือง และสงคราม มาเกี่ยวข้องอีกด้วย  ซึ่งรายละเอียดจะกล่างในบทต่อๆไป 

Exchange Rate  จะถูกกำหนดด้วยสกุลเงินตัวหน้า หรือที่เรียกว่า Base Currency และสกุลเงินตัวหลัง หรือที่เรียกว่า Quote Currency
ยกตัวอย่างเช่น USD/JPY  ดอลล่าห์สหรัฐเทียบกับเงินเยน  ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ราคา 111.00  ซึ่งจะหมายความว่า เราต้องมีเงินญี่ปุ่น 111 เยน เพื่อแลกกับ 1 ดอลล่าห์สหรัฐ 

Base Currency คือ USD
Quote Currency คือ JPY




จากภาพด้านบน เราจะเห็นว่า สกุลเงิน US ดอลล่าห์มีการซื้อขายและใช้งานมากที่สุด ซึ่งปัจจุบัน มูลค่าการซื้อขายของ US ดอลล่าห์ยังคงครองอันดับหนึ่ง เพราะคนทั่วโลกสามารถใช้ดอลล่าห์สหรัฐเพื่อแลกเปลี่ยนสินค่าได้เกือบทุกประเทศ 

มูลค่าการซื้อขายของตลาดฟอเร็กซ์
ตลอดระยะเวลา 10 ที่ผ่านมา มูลค่าการซื้อขายในตลาดฟอเร็กซ์สูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีการซื้อขายทางระบบอิเล็กโทรนิคมากขึ้น ทำให้ผู้คนเข้าถึงการซื้อขายได้ง่ายขึ้น   
ปัจจบันมูลค่าการซื้อขายของตลาดฟอเร็กซ์อยู่ที่ประมาณ 5 ล้านเหรียญดอลล่าห์สหรัฐ ต่อ วัน  ซึ่งเป็นมูลค่าที่มหาศาลมาก มีทั้งการแลกเปลี่ยนเพื่อการค้าระหว่างประเทศ การแลกเปลี่ยนเพื่อการท่องเที่ยว และการเก็งกำไรของกองทุนใหญ่ๆทั่วโลก ซึ่งทำให้ตลาดฟอเร็กซ์มีความผันผวนมากขึ้น รวมไปถึงการใช้ระบบเทรดเทรดอัตโนมัติของกองทุน Hedge Fund ต่างๆ ทำให้ราคามีความผันผวน เช่น การใช้กลยุทธิ์การเทรดที่เรียกว่า High Frequency Trading  ซึ่งเป็นที่นิยมของบรรดากองทุนเฮจฟันด์

ตลาดฟอเร็กซ์ จัดอยู่ในประเภท OTC Market
 OTC คือ Over The Counter หรืออาจจะเรียกว่า Off Exchange  เป็นตลาดที่ไม่มีศูนย์กลางการแลกเปลี่ยน ซึ่งเทรดเดอร์สามารถซื้อขายได้โดยตรง ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถตกลงและต่อรองราคากันได้ตามที่ต้องการ ตลาดฟอเร็กซ์จึงเป็น OTC เพราะไม่มีศูนย์การการซื้อขาย มีเพียงโบรกเกอร์ที่เสนอราคามาให้เราได้เทรดเท่านั้น

ในอเมกาได้มีการกำหนดกฎเกณฑ์ในการซื้อขายนอกตลาดขึ้นเพื่อให้เทรดเดอร์ได้เข้ามาเทรดในตลาด ได้แก่  สมาคมผู้ค้าหลักทรัพย์แห่งชาติ (The National Association of Securities Dealer : NASD) ซึ่งรู้จักกันในชื่อของตลาด NASDAQ นั่นเอง







 

« Last Edit: 4 months ago by admin »

1
โครงสร้างของตลาดฟอเร็กซ์

 เราสามารถเดินเข้าไปที่ธนาคารแล้วขอเทรดค่าเงินได้เลย
เราสามารถเดินเข้าไปที่สถาบันการเงินใหญ่ๆ และขอเปิดพอร์ตการลงทุนได้เช่นกัน
และเราสามารถเปิดบัญชีผ่านระบบอินเตอร์เน็ตผ่านผู้ให้บริการสภาพคล่อง (Liquidity Provider) ได้เหมือนกัน

สุดท้าย เรายังสามารถเปิดบัญชีเทรดค่าเงินผ่านโบรกเกอร์รายย่อยได้อีกด้วย

ในการเทรดค่าเงิน มีรูปแบบการเทรดอยู่สองแบบคือ 
1.ใช้เงินจริงๆ ในการซื้อขาย  ซื้อเมื่อราคาถูก และขายเมื่อราคามันสูงขึ้นกว่าที่เราซื้อไว้ (Bank , Exchanger)
2.เก็งกำไร เพื่อเอากำไรจากส่วนต่างของราคา โดยผ่านโบรกเกอร์ ซึ่งโบรกเกอร์จะอำนวยความสะดวกทางด้านต้นทุนของราคาให้กับเรา ซึ่งมีการใช้ Leverage เข้ามาช่วย เราเรียกโบรกเกอร์ประเภทนี้ว่า Retail Broker  และตัวเราก็คือ Retail Trader

จากรูปด้านบนจะเห็นว่า
ตรงกลาง คือ Central Bank  คือธนาคารกลางที่ปล่อย Feed ราคามาให้กับธนาคารต่างๆหรือผู้ให้บริการด้านสภาพคล่อง ซึ่งหมายความว่า  ธนาคารกลางเป็นเจ้ามือที่ใหญ่ที่สุด รับกินเองและจัดการความเสี่ยงเองทั้งหมด และให้บริการสภาพคล่องกับสภาบันการเงินต่างๆ
 Major Bank หรือ Liquidity  Provider  จะทำให้หน้าที่รับราคามาจากธนาคารกลาง และทำการเพิ่มสเปรดของราคา (Bid , Ask ) และทำการปล่อยราคาให้กับโบรกเกอร์ฟอเร็กซ์  ซึ่ง Major Bank หรือ Liquidity Provider จะให้บริการด้านสภาพคล่องทางการเงินแก่ Retail Broker เช่นเดียวกัน

Broker  จะรับ Feed ราคามาจาก Liquidity Provider ซึ่งโบรกเกอร์จะทำการขยายสเปรด (Markup Spread ) และนำเสนอขายให้กับ Retail Trader อย่างเราๆ ดังนั้น เราจึงได้เทรดในราคาที่มี Spread ซึ่งจะมีราคา Bid และ Ask ต่างกัน   ซึ่งขนาดของสเปรด หรือความต่างระหว่างราคา Bid และ ราคา ASK จะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับว่า โบรกเกอร์นั้นๆใช้ Liquidity Provider ทั้งหมดกี่เจ้า  และนำราคาที่สุด (Best Price) มานำเสนอให้กับพวกเรา ซึ่งจะเขียนในบทเรียนต่อไป
2
ทำไมพวกเราต้องมาเทรด Forex ?

1.ไม่มีค่าคอมมิชชั่นใดๆ (No Commission)
ไม่มีค่าธรรมเนียมเครียริ่ง ไม่มีค่าธรรมเนียมการแลกเปลี่ยน ไม่มีค่านายหน้า โบรกเกอร์ได้ค่าบริการจากการบริการของพวกเขาหรือที่เรียกว่า ค่าส่วนต่างจาก bid-ask หรือค่า Spread นั่นเอง หากเราเทรดที่ปริมาณ 1 lot โบรกเกอร์จะได้ค่าคอมมิชชั่นจากเราประมาณ 10-20 เหรียญ
2.ไม่มีพ่อค้าคนกลาง ตลาดฟอเร็ก ปราศจากพ่อค้าคนกลาง และอนุญาติให้คุณสามารถเทรดได้ตรงกับตลาดที่รับผิดชอบการแสดงราคาของคู่เงินนั้น
3.ไม่จำกัดปริมาณการเทรด  คุณสามารถกำหนดปริมาณการเทรด (Volume Lot)ได้ด้วยตัวคุณเอง คุณจะเทรดเท่าไหร่ก็ได้ จะเทรดต่ำๆ ด้วยปริมาณ 0.01 lot ก็ได้เพื่อทดลองระบบเทรดที่คุณมี หรือหากคุณมั่นใจในระบบของคุณแล้ว คุณสามารถเทรดที่ประมาณ 100 lot เลยก็ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับเงินในหน้าตักของคุณ ำ
4.ค่าส่วนต่างสเปรดที่แคบมากๆ (Low Spread)
ค่า สเปรดต่ำ ค่ารายการบัญชี (bid/ask spread) โดยทั่วไปจะต่ำกว่า 0.1 % ในสภาวะปกติ ดีลเลอร์ใหญ่ค่าเสปรดอาจต่ำเพียง 0.07% โดยทั่วไปจะขึ้นอยู่กับขนาดของปริมาณการเทรดที่คุณเลือก ซึ่งผมจะอธิบายในภายหลังการเทรดในตลาดฟอเร็กซ์มีผลประโยชน์และข้อดีมากมาย นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งว่าทำไมคนส่วนใหญ่จึงเลือกเทรด Forex
ใน ตลาดล่วงหน้า ปริมาณการเทรดหรือขนาดของสัญญาถูกกำหนดไว้อย่างแน่นอน สแตนดาร์ดลอตของ Silver ถูกกำหนดไว้ที่ 5000 ออนซ์ แต่ในตลาด Forex คุณสามารถกำหนดปริมาณการซื้อขายได้ด้วยตัวเอง
5.ตลาดเปิด 24 ชั่วโมง ไม่มีการที่จะต้องรอเวลาทำการเปิด จากเช้าตรู่วันจันทร์ยันเช้าตรู่วันเสาร์ตามเวลาบ้านเรา
6.ตลาดฟอเร็กซ์ ไม่เคยหลับ หากคุณไม่ได้เป็นเทรดเดอร์เต็มตัว คุณสามารถเลือกที่จะเทรดเวลาไหนก็ได้ เช้า สาย บ่าย เย็น หรือ ขณะที่คนอื่นกำลังฝันหวาน
7.ไม่สามารถปั่นตลาดได้
 ตลาดแลกเปลี่ยนเงินฟอเร็กซ์ ใหญ่โตมโหรฬารมากจนไม่มีเศรษฐีหรือองค์กรไหน ๆ แม้กระทั่ง Central Bank ก็ตาม ไม่สามารถที่จะตรึงราคาของสกุลเงินใด ๆ ไว้ได้นาน
     ในตลาดฟอเร็กซ์ คุณจะซื้อหรือขายสกุลเงินนั้นเป็นเรื่องที่ง่าย เครื่องมือของการเทรดคล้ายๆกันซึ่งหาได้จากตลาดอื่นๆ เช่นตลาดหุ้น ดังนั้นเมื่อคุณมีประสบการณ์ในการเทรด คุณน่าจะมีความสามารถที่จะทำกำไรได้เร็วขึ้น